พาณิชย์” ปลอบเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้เพาะปลูกได้ แต่ห้ามขาย

พาณิชย์” ปลอบเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้เพาะปลูกได้ แต่ห้ามขาย – จัดซื้อจัดจ้างโปร่งใสเดินหน้าเปิดรับฟังความคิดเห็นหากไทยเข้าร่วม CPTPP อีก 2 ครั้ง ก่อนสรุปผลให้รัฐบาลตัดสินใจ
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า การจัดรับฟังความคิดเห็นกรณีที่ไทยจะเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) ในช่วงที่ผ่านมา ที่ได้จัดไปแล้ว 3 ครั้ง ครอบคลุมพื้นที่ภาคตะวันออก ภาคเหนือ ภาคใต้ พบว่า
สำหรับ การลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังสนับสนุนให้ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกCPTPP เพราะเห็นว่ามีโอกาสในการเพิ่มการค้า การลงทุน ในตลาด CPTPPซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น

slotxo

โดยปัจจุบันการค้าไทยกับโลก 1 ใน 3 เป็นการค้าขายกับสมาชิก CPTPP ที่จะทำให้ไทยมีโอกาสส่งออกได้มากขึ้นจากการลดภาษีและการผ่อนคลายกฎระเบียบด้านการค้าลงมา และยังช่วยดึงดูดการลงทุน ทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตของประเทศอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น ที่จะเข้ามาใช้ไทยเป็นฐาน

ส่วนข้อกังวลที่เกษตรกรจะสอบถามมากสุด คือ หากไทยเป็นสมาชิกCPTPP จะต้องเข้าร่วมอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV) ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพาะปลูกในปีต่อไปได้

ทางกรมได้ชี้แจงเกษตรกรว่ายังสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์เพาะปลูกได้ในปีต่อไป แต่ห้ามเก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อนำไปจำหน่ายต่อ และในประเด็นสินค้าตัดแต่งพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ไม่ได้เปิดทางให้มีการนำเข้าสินค้าจีเอ็มโอ แต่การนำเข้าเป็นเรื่องของแต่ละประเทศที่จะมีมาตรการดูแล ซึ่งไทยก็มีมาตรการที่ชัดเจนในเรื่องนี้

xoslot

สำหรับประเด็นการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ในส่วนของความโปร่งใสการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นเรื่องที่ไทยดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนประเด็นการเปิดให้ผู้ประกอบการจากสมาชิกCPTPP เข้ามาประมูลงาน มีการกำหนดเงื่อนไขไว้ เช่น งานประมูลที่มีมูลค่าไม่มาก ไม่ต้องกังวล ไม่ได้เปิดให้เข้ามาแข่งขันอยู่แล้ว แต่งานประมูลวงเงินมาก เช่น การก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ต้องเปิด ซึ่งปัจจุบันไทยก็เปิดกว้างอยู่แล้ว และยังมีข้อดี คือ ผู้ประกอบการไทยก็สามารถออกไปประมูลงานได้เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้กรมมีแผนที่จะจัดทำคำถามคำตอบที่เป็นข้อกังวลของเกษตรกร และผู้ประกอบการ เกี่ยวกับการเข้าร่วมเป็นสมาชิกCPTPP เพราะหลังจากที่ได้ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและพบว่ามีข้อสงสัยในประเด็นที่เหมือนๆ กันทุกครั้ง จึงเห็นว่าน่าจะทำรายละเอียดในแต่ละเรื่องที่เป็นข้อสงสัยออกมาทำเป็นอินโฟร์กราฟฟิก เพื่อสร้างความเข้าใจ

หลังจากนี้กรมมีแผนที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็นอีก 2 ครั้ง คือ ที่กรุงเทพฯ วันที่ 19 ก.ย.2561 ที่โรงแรมดุสิตธานี มีผู้สนใจจากทุกภาคส่วนเข้าร่วมกว่า 700 ราย และครั้งถัดไปที่ขอนแก่นวันที่ 26 ก.ย.2561 ที่โรงแรมพูลแมน

“หลังจากรับฟังความคิดเห็นเสร็จ จะรวบรวมผลเสนอคณะทำงานเตรียมการพิจารณาเข้าร่วมความตกลง CPTPP ที่มีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน โดยจะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจาก 30 หน่วยงาน ที่ได้ตั้งขึ้นเป็นคณะทำงานพิจารณาในแต่ละเรื่องรวม 18 คณะมาประกอบการพิจารณาด้วย เมื่อได้ข้อสรุปจะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เพื่อให้รัฐบาลตัดสินใจในการเข้าร่วมความตกลงต่อไป “
[เกษตรกรยุค 5G ปรับตัวเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคยุคนิวนอร์มอล]
เกษตรกรยุคปัจจุบัน ต้องเร่งปรับตัว และให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีหรือช่องทางออนไลน์

นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2563 การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพของคนแทบทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจ พนักงานที่เป็นมนุษย์เงินเดือน พ่อค้าแม่ค้าหรือคนที่ประกอบอาชีพรับจ้างเพื่อหาเช้ากินค่ำ ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มเกษตรกร อย่างชาวไร่ชาวนาหรือชาวประมง ซึ่งแม้ว่าโรคโควิด-19 จะไม่ได้กระทบโดยตรงต่อกระบวนการผลิตหรือการเพาะปลูก แต่พวกเขากลับต้องพบกับความท้าทายไม่น้อย ทั้งจากปริมาณความต้องการสินค้าเกษตรที่ลดลงเนื่องจากผู้บริโภคขาดกำลังซื้อ ไปจนถึงการหยุดชะงักของระบบการขนส่งสินค้าเกษตร โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 พืชผลทางการเกษตรรวมกว่า 1 ล้านตัน ไม่สามารถส่งออกไปยังต่างประเทศไทยได้ และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจการเกษตร (จีดีพีภาคเกษตร) ใน 2563 อาจหดตัวลงถึง 3.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีมูลค่าประมาณ 6.49 แสนล้านบาท

เครดิตฟรี

การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อพัฒนาและเพิ่มประสิทธิทางการเกษตร ปรับปรุงคุณภาพของผลผลิต ตลอดจนแก้ไขปัญหาหรือลดข้อจำกัดต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรเป็นหนึ่งในความพยายามที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ให้ความสำคัญ อันที่จริงแล้ว เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในภาคการเกษตรมาสักระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะนวัตกรรมด้าน AgriTech ซึ่งหมายถึงการเกษตรสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน ตั้งแต่ระดับต้นน้ำอย่างการปรับปรุงและคัดเลือกสายพันธุ์ การพัฒนากรรมวิธีเพาะปลูกและเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น อย่างการใช้เครื่องจักรกลและระบบการเพาะปลูกอัตโนมัติ เช่น การใช้โดรนสำหรับหว่านเมล็ดพืช รดน้ำ และพ่นปุ๋ย หรือการใช้ระบบวิเคราะห์โรคพืชและศัตรูพืช ซึ่งมีการใช้อย่างแพร่หลายในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และเยอรมนี

แต่อีกหนึ่งขั้นตอนที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจะสามารถกระจายสินค้าไปให้ถึงมือผู้บริโภคหรือคนปลายน้ำได้อย่างไรให้สะดวกและรวดเร็ว โดยเฉพาะสินค้าเกษตรอย่างผักสด ผลไม้ หรืออาหารทะเลที่มีอายุและเสี่ยงต่อการเน่าเสีย ซึ่งนับว่าเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่หลายภาคส่วนต้องเผชิญหน้ากับข้อจำกัดในการขนส่งจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ดังนั้น เกษตรกรในยุคปัจจุบันจึงต้องเร่งปรับตัวและหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีหรือช่องทางออนไลน์ เพื่อนำผลผลิตไปสู่มือผู้บริโภค โดยแพลตฟอร์มดิจิทัลหรือแอปพลิเคชันได้กลายมาเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญที่ช่วยเพิ่มช่องทางและขยายการเข้าถึงฐานผู้ซื้อจำนวนมากโดยไม่ต้องผ่านคนกลาง

ปัจจุบัน แอพพลิเคชันที่ให้บริการจัดส่งสินค้าแบบออนดีมานด์หรือบริการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางห้างร้านต่างๆ ซึ่งรวมถึง แกร็บ (Grab) เองได้เข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมให้เกษตรกรไทยสามารถปรับตัวและรับมือกับยุคนิวนอร์มอล เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เข้าถึงพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว โดยในช่วงกลางปี 2563 ที่ผ่านมา แกร็บ ประเทศไทย ได้จับมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ริเริ่มโครงการ “ตลาดเกษตรกร” (Farmers’ Market) เพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายและจัดส่งผลไม้จากหลากหลายท้องถิ่นผ่านบริการ “แกร็บมาร์ท” (GrabMart)

นอกจากนี้ ล่าสุด แกร็บ ยังได้ขยายความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ในการเปิดตัวโครงการ “ตลาดสดคนไทย” (Thai Fresh Market) ซึ่งรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร เช่น ผัก ผลไม้ อาหารทะเล เนื้อสัตว์ ข้าว เบเกอรี่ และดอกไม้ จากหลายร้อยร้านค้าใน 7 จังหวัดทั่วประเทศ มาไว้บนแอพพลิเคชัน Grab และทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าจากเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยได้สะดวกยิ่งขึ้น

สล็อต xo

นอกจากประเทศไทยแล้ว แกร็บ ยังได้ให้การสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านแพลตฟอร์มหรือแอพพลิเคชัน Grab เพื่อประโยชน์ในด้านการตลาดและการกระจายสินค้าด้วย อาทิ ความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรของประเทศอินโดนีเซียในการเปิดให้ผู้บริโภคสามารถใช้บริการผู้ช่วยส่วนตัว (GrabAssistant) ในการไปซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่วางขายในร้านค้าของรัฐบาล ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกและลดต้นทุนให้เกษตรกรในด้านการกระจายสินค้า ในประเทศฟิลิปปินส์ แกร็บเปิดให้ประชาชนในเขตกรุงมะนิลาและปริมณฑล ที่ซื้อผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ บนเว็บไซต์ eKadiwa ของกรมการเกษตร สามารถรับสินค้าผ่านบริการรับ-ส่งแบบออนดีมานด์ (GrabExpress) ได้ หรือในประเทศมาเลเซีย บริการซูเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ (GrabSupermarket) ก็เปิดให้เกษตรนำผลผลิตมาวางขายได้ ซึ่งพบว่าในช่วงนำร่อง สินค้าประเภทผัก ผลไม้และเนื้อสัตว์ประเภทสัตว์ปีกคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของยอดขายทั้งหมดเลยทีเดียว

นี่เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า เทคโนโลยีหรือแพลตฟอร์มดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยปลดล็อคให้กับเกษตรกรเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ และยกระดับวิถีเกษตรกรรมได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่พัฒนาสายพันธุ์ กรรมวิธีการเพาะปลูก ไปจนถึงการขยายโอกาสในการเพิ่มยอดขายผ่านการกระจายสินค้าไปในช่องทางที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในยุค 5G เกษตรกรที่จะประสบความสำเร็จในยุคนิวนอร์มอล อาจไม่ใช่แค่ผู้ผลิตที่มีความชำนาญในด้านการเพาะปลูกอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลและ Transform ตัวเองเพื่อให้สามารถบริหารจัดการตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการส่งมอบสินค้าและบริการได้เองทุกขั้นตอนอย่างเต็มตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในอนาคต