อัดฉีด1,300ล้านบาท กู้ดอกเบี้ย 2% รัฐชดเชยให้อีก หนุนสหกรณ์การเกษตรผสมปุ๋ยคุณภาพดีราคาถูก

กรมส่งเสริมสหกรณ์ผุดโครงการสนับสนุนสหกรณ์การเกษตรผสมปุ๋ยเพื่อจำหน่ายให้เกษตรกร ขายถูกกว่าท้องตลาด 3,378 บาท/ตัน ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต 300-400 บาท/ไร่ กรมพัฒนาที่ดินร่วมวิเคราะห์ค่าดิน เพื่อกำหนดสูตรปุ๋ยให้สหกรณ์ผลิตปุ๋ยที่มีแร่ธาตุเหมาะสมกับดินแต่ละพื้นที่ กระทรวงพาณิชย์เตรียมเจรจากับผู้ประกอบการนำเข้าแม่ปุ๋ย เพื่อให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ได้ซื้อแม่ปุ๋ยจากบริษัทนำเข้า ในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาด เพื่อส่งกระจายต่อให้สหกรณ์การเกษตรนำไปผลิตปุ๋ยขายเกษตรกรได้ในราคาถูก

สล็อตออนไลน์

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯมีโครงการสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรผลิตปุ๋ยใช้เองจำหน่ายให้กับสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปในแต่ละพื้นที่ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ประสบกับปัญหาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น และใช้ปุ๋ยไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นดิน ซึ่งส่งผลทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่ามาตรฐาน รัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิต โดยให้สหกรณ์การเกษตรในระดับอำเภอผลิตปุ๋ยที่มีคุณภาพและจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรมแก่เกษตรกร ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินจะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลดินของแต่ละพื้นที่ เพื่อกำหนดสูตรปุ๋ยที่มีแร่ธาตุเหมาะสมกับสภาพดินให้สหกรณ์นำไปผลิต กรมส่งเสริมการเกษตรจะจัดเวทีให้ความรู้แก่เกษตรกรถึงข้อดี ในการผลิตปุ๋ยใช้เองแทนปุ๋ยสำเร็จรูป และกรมวิชาการเกษตรจะออกใบอนุญาตผลิตและจำหน่ายปุ๋ยให้กับสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงการให้คำแนะนำตามหลักวิชาการการผสมปุ๋ยและมอบใบรับรองปุ๋ยที่สหกรณ์ผลิตขึ้นว่ามีคุณภาพมาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรที่จะเลือกซื้อไปใช้ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเจรจากับผู้ประกอบการนำเข้าแม่ปุ๋ย เพื่อให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยได้ซื้อแม่ปุ๋ยจากบริษัทนำเข้าในราคาที่ถูกกว่าราคาตลาดและกระจายต่อให้กับสหกรณ์การเกษตรในแต่ละจังหวัดนำแม่ปุ๋ย ซึ่งเป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารหลักพืช คือ N P K สูตรเข้มข้น เป็นวัตถุดิบเพื่อนำไปผสมและผลิตปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือสูตรที่เกษตรกรต้องการใช้ จำหน่ายให้กับเกษตรกร สำหรับเงินทุนในการผลิตปุ๋ยจำหน่ายให้เกษตรกร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้จัดสรรวงเงินสินเชื่อ 1,300 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 2 และธ.ก.ส.รับภาระดอกเบี้ย ร้อยละ 1 ต่อปี

jumboslot

“เดือนเมษายนเมื่อเข้าฤดูทำนาเกษตรกรก็จะสามารถใช้ปุ๋ยผสมเองนี้ได้ ขณะนี้กรมฯได้เปิดรับสมัครสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการแล้ว 403 แห่งในพื้นที่ 66 จังหวัด และได้ประสานสหกรณ์เพื่อสำรวจปริมาณความต้องการปุ๋ยผสมใช้เองของสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งสหกรณ์จะได้มีข้อมูลในการผลิตปุ๋ยได้ตรงกับความต้องการของเกษตรกร คาดว่าสหกรณ์จะเริ่มผลิตปุ๋ยและจำหน่ายได้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป้าหมายประมาณ 100,000 ตัน ซึ่งจะจำหน่ายราคาถูกกว่าปุ๋ยสำเร็จที่ขายตามท้องตลาดตันละ 3,378 บาท คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไร่ละ 300 – 400 บาท และสามารถลดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยคิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 337.8 ล้านบาท” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าว
[หนุนเกษตรกรเลี้ยงโคขุน 6 เดือน มีรายได้เสริมกว่า 20,000 บาท ดัน “เพชรมุกดา” เป็นโคขุนเกรดพรีเมียมของขบวนการสหกรณ์]

สหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนา จำกัด หนุนเกษตรกรเลี้ยงโคขุน เป็นอาชีพเสริมจากการทำนา เลี้ยงครึ่งปีเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรกว่า 20,000 บาท ดันวัวพันธุ์ผสมแองกัส-วากิว เป็นแบรนด์โคขุนเกรด พรีเมียมของขบวนการสหกรณ์ ตั้งชื่อสุดหรู “เพชรมุกดา

เครดิตฟรี

นางลำเจียก ลี้ฮ่วน ผู้จัดการสหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนา จำกัด จังหวัดอุตรดิตถ์ เปิดเผยว่า จากการที่สหกรณ์ฯ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกเลี้ยงโคเนื้อในโรงเรือนแบบรวมกลุ่มด้วยวิธีการสหกรณ์ โดยขั้นตอนในการเลี้ยง เกษตรกรสมาชิกจะรวมกลุ่มกันตามความสมัครใจ (กลุ่มละประมาณ 5 -10 คน) เพื่อขอสินเชื่อจากสหกรณ์ในการจัดหาโคเนื้อตามจำนวนที่ต้องการ นำมาเลี้ยงในโรงเรือนที่สหกรณ์จัดเตรียมไว้แล้ว โดยสมาชิกในกลุ่มจะผลัดกันเข้ามาดูแลเป็นประจำทุกวัน ในส่วนของสหกรณ์จะเป็นผู้จัดซื้อวัวมาให้เกษตรกรเลี้ยง สายพันธุ์ที่คัดเลือกเป็นโคขุนเลือดผสมระหว่างสายพันธุ์แองกัส และพันธุ์วากิว สายเลือดประมาณ 50-75 % โดยนำวัวต้นน้ำ (ลูกวัวที่หย่านมแล้ว อายุประมาณ 1 ปี) มาเลี้ยงระยะเวลา 4-6 เดือน ให้เป็นวัวกลางน้ำ ให้ได้น้ำหนักประมาณ 300 กิโลกรัม/ตัว ขึ้นไป จากนั้นสหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนา จำกัด จะขายวัวให้กับชุมนุมสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ที่มีสมาชิกสหกรณ์ที่ส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อใน 16 จังหวัด) เพื่อนำไปกระจายให้สหกรณ์ที่เป็นสมาชิกทำการขุนให้เป็นวัวปลายน้ำ อีกไม่เกิน 12 เดือน เพื่อให้ได้คุณภาพเนื้อและไขมันแทรกตามที่ต้องการ จากนั้นจึงส่งไปชำแหละขายเป็นเนื้อโคขุนชั้นดีที่โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อโคขุน ของสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด จังหวัดมุกดาหาร หลังจากเลี้ยงวัวกลางน้ำได้ 4-6 เดือน เมื่อได้น้ำหนักตามที่ต้องการ สหกรณ์จะขายวัวและหักเงินกู้ยืมและรายจ่ายอื่น ๆ เกษตรกรจะมีรายได้เหลือหลังจากขายวัวประมาณตัวละ 17,000 – 22,800 บาท เฉลี่ยแล้วในช่วง 4-6 เดือน เกษตรกรจะมีรายได้จากการเลี้ยงวัวคนละประมาณ 1,800 บาท/เดือน/วัว 1 ตัว และในแต่ละสัปดาห์เกษตรกรจะมีรายได้จากการนำมูลวัวตากแห้งไปขายประมาณสัปดาห์ละ 400-500 บาท หรือประมาณ 1,600-2,000 บาท /เดือน ถือว่าเป็นรายได้เสริมให้เกษตรกรนอกเหนือจากการทำนาที่ดีพอสมควร จากที่เริ่มโครงการในปี 2560 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 25 คน จำนวนวัวที่เลี้ยง 100 ตัว จนถึงปี 2562 มีเกษตรกรให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการกว่า 50 ราย มีโคเนื้อที่เลี้ยงประมาณ 270 ตัว ในแต่ละปีสหกรณ์จะส่งโคขุนกลางน้ำให้ชุมนุมสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อภาคตะวันออกเฉียงเหนือปีละประมาณ 200 ตัว คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท แต่เนื่องจากความต้องการบริโภคเนื้อโคขุนคุณภาพดียังมีอีกมาก สหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนา จำกัด จึงมีโครงการขยายการเลี้ยงโคขุนเพื่อป้อนให้สหกรณ์ในเครือข่าย โดยตั้งเป้าขยายการเลี้ยงและส่งโคกลางน้ำให้เครือข่ายสหกรณ์โคเนื้อภาคตะวันออกเฉียงเหนือปีละประมาณ 300 ตัว ส่วนหนึ่งสหกรณ์จะเป็นผู้ดำเนินการโดยสร้างโรงเรือนเพิ่มและส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกเลี้ยง อีกส่วนหนึ่งจะส่งเสริมให้สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ใกล้เคียงเลี้ยงวัวต้นน้ำเพื่อส่งให้กับสหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนา จำกัด นำมาเลี้ยงต่อ ขณะนี้ได้มีการพูดคุยกับสหกรณ์ในเครือข่ายบ้างแล้ว เช่น สหกรณ์การเกษตรวังชิ้น จำกัด จังหวัดแพร่ สหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด จังหวัดอุทัยธานี สหกรณ์การเกษตรหนองม่วงไข่ จำกัด จังหวัดแพร่ นอกจากนี้ยังได้พูดคุยกับสหกรณ์ในเครือข่ายถึงการสร้างโคขุนแบรนด์ของสหกรณ์ เพราะปัจจุบันโรงงานแปรรูปของสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จะแปรรูปเฉพาะวัวสายพันธุ์เลือดผสมแองกัสกับวากิวเท่านั้น (วัวสีดำ) จึงเห็นพ้องกันว่าจะตั้งชื่อสายพันธุ์วัวที่สหกรณ์เลี้ยงและแปรรูปว่า “พันธุ์เพชรมุกดา” เพื่อให้เป็นแบรนด์ของขบวนการสหกรณ์

สล็อต

นางเทียมใจ บัวเบิก สมาชิกสหกรณ์นิคมพิชัยพัฒนา จำกัด และเลขานุการคณะกรรมการสหกรณ์ ให้ความเห็นว่า ตนและเพื่อนสมาชิกได้รวมกลุ่ม 5 คน เพื่อเลี้ยงวัวจำนวน 20 ตัว โดยทำเรื่องขอกู้เงินจากสหกรณ์ คนละ 3.5 แสน เพื่อมาเป็นทุนในการเลี้ยงโคเนื้อ โดยเลี้ยงในโรงเรือนที่สหกรณ์จัดเตรียมไว้ สมาชิกกลุ่มจะผลัดกันเข้ามาดูแลวัวของกลุ่มวันละ 2 คน แต่ก่อนที่จะเลี้ยงสหกรณ์จะหาผู้เชี่ยวชาญจากกรมปศุสัตว์มาอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงและการดูแลสุขภาพของวัว หลังจากทดลองเลี้ยงอยู่ 1 สัปดาห์ จึงให้เริ่มเลี้ยง สมาชิกในกลุ่มจะร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดู ส่วนเรื่องสุขภาพและโรคเกี่ยวกับวัวสหกรณ์จะเป็นผู้ดูแล หลังจากที่เลี้ยงได้ 4-6 เดือน แล้วนำวัวออกมาขายได้ราคาประมาณกว่า 50,000 บาท/ตัว หลังจากหักหนี้สินและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หมดแล้ว ก็จะมีรายได้เหลือประมาณ 10,000-20,000 บาทเป็นรายได้เสริมนอกเหนือจากการทำนาที่ดีพอสมควร