กล้วยน้ำว้าค่อม

ชื่อวิทยาศาสตร์ Musa (ABB group) “Kluai Nam Wa Khom”
แหล่งที่พบ พบได้ทั่วไปทุกภาค
ลักษณะทั่วไป
ต้น ลำต้นสูง 1.5 – 3.0 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางไม่ต่ำกว่า 20 เซนติเมตร กาบลำต้นด้นนอกมีประดำเล็กน้อย ด้านในมีสีเขียวอ่อน
ใบ ก้านร่องใบปิดเส้นกลางใบสีเขียว
ดอก ปลีรูปร่างอ้วนป้อมสีแดงอมม่วง โดยกาบกว้าง
ผล เครือหนึ่งมี 7 – 10 หวี หวีหนึ่งมี 14 – 18 ผล ก้านผลยาว ช่องว่างระหว่างหวีน้อยกว่ากล้วยน้ำว้าทั่วไป จึงค่อนข้างแน่น บางครั้งเบียดกันมากจนทำให้บางผลมีลักษณะเรียวแหลม เมื่อสุกมีสีเหลืองอมขาว ไส้กลางมีสีเหลือง รสหวาน

เครดิตฟรี


แหล่งปลูกที่เหมาะสม

  • พื้นที่ดอน หรือพื้นที่ราบ ไม่มีน้ำท่วมขัง
  • ความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,200 เมตร
  • มีแหล่งน้ำธรรมชาติ หรืออยู่ในเขตชลประทาน
  • การคมนาคมสะดวกลักษณะดิน
  • ดินร่วน, ดินร่วนเหนียว หรือดินร่วนปนทราย
  • มีความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำดี
  • ระดับน้ำใต้ดินลึกมากกว่า 75 เซนติเมตร
  • ค่าความเป็นกรดด่างของดินระหว่าง 5.0-7.0 สภาพภูมิอากาศ
  • อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ระหว่าง 25-35 องศาเซนเซียส
  • ปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,200 มิลลิเมตรต่อปี
  • ไม่มีลมแรงพัดผ่านเป็นประจำ
  • มีแสงแดดจัดแหล่งน้ำ
  • มีน้ำใช้เพียงพอตลอดฤดูปลูก
  • เป็นแหล่งน้ำสะอาด ค่าความเป็นกรดด่างของน้ำระหว่าง 5.0-9.0

สล็อต


การเตรียมดิน

  • วิเคราะห์ดิน เพื่อประเมินค่าความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดิน และความเป็นกรดด่างของดิน ปรับสภาพดินตามคำแนะนำก่อนปลูก
  • ไถพรวน ตากดินทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน เพื่อลดการระบาดของศัตรูพืช
  • คราดเก็บเศษวัชพืชออกจากแปลง
    ฤดูปลูก
  • ช่วงเวลาการปลูก ในเขตภาคเหนือตอนล่าง ประมาณเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน
    วิธีการปลูก
  • ปลูกด้วยหน่อใบแคบที่มีความสมบูรณ์ดี
  • เตรียมหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร
  • รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกอัตรา 5 กิโลกรัมต่อหลุม คลุกเคล้ากับหน้าดินรองก้นหลุมปลูกถ้ามีการไว้หน่อ (ratoon) เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไปอีก 1-2 รุ่น ควรรองก้นหลุมด้วย หินฟอสเฟต อัตรา 100-200 กรัม/หลุม
  • ระยะปลูก (1.5-1.75) x2 เมตร เป็นการปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเพียงครั้งเดียว แล้วรื้อปลูกใหม่ 2×2เมตรเป็นการปลูกสำหรับไว้ตอหรือหน่อ (ratoon) เพื่อที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตของหน่อ (ratoon) อีก 1-2 รุ่น
  • การปลูก วางหน่อพันธุ์ที่หลุมปลูกให้ลึก 25-30 เซนติเมตร โดยจัดวางหน่อพันธุ์ให้ด้านที่ติดกับต้นแม่อยู่ในทิศทางเดียวกัน กลบดินลงหลุมปลูกและกดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

สล็อตออนไลน์


การปลูกจะใช้หน่อเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนำมาชำในถุงดำที่ใส่ขุยมะพร้าวคลุกกับปุ๋ยคอก (มูลวัว) อัตรา 5:1 เพาะเลี้ยงไว้ 2 เดือน แล้วจึงนำมาลงปลูกในแปลงที่ยกร่องแบบหลังเต่า ขุดหลุมปลูก 40×40 ซม. พร้อมรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยอินทรีย์ 2 กก. ปลูกระยะห่างต่อต้น 2 เมตร x ระหว่างแถว 2.5 เมตร (300 ต้น/ไร่) ประมาณ 4 เดือนจากปลูกลงดิน กล้วยหอมเขียว “คาเวนดิช” จะแทงปลีและมีหวีครบสุดปลีใช้เวลาประมาณ 12-15 วัน ถ้าหวีสุดท้ายมีลักษณะเล็ก-ลีบ จะไว้เพียงแค่หวีที่สมบูรณ์ โดยการหักปลีและหวีที่เล็ก-ลีบ ทิ้ง เหลือไว้เพียง 1 ลูก หรือที่เรียกว่า “ลูกฮีโร่” เพื่อเป็นการ์ดป้องกันไม่ให้ก้านด้านล่างเหี่ยวแห้ง ไส้เน่าลามถึงหวีที่ต้องการ และช่วยดึงน้ำเลี้ยงและอาหารลงไปเลี้ยงถึงหวีสุดท้ายด้วย ตลอดจนมีการทยอยเด็ดเกสรทิ้งไม่ให้ทิ่มผิวลูกเป็นแผล โดยอาจใช้หนังสือพิมพ์หรือใบกล้วยรองหวีด้านล่างไว้เพื่อป้องกันยางจากเกสรหวีบนหยดใส่หวีล่าง จากนั้นห่อหวีด้วยถุงพลาสติกคลุมหวีชั้นบนไว้ 1 ชั้น เพื่อไม่ให้หวีล่างทิ่มหวีบนเป็นรอยดำ และคลุมพลาสติกที่มีรูระบายทั้งเครืออีก 1 ชั้น จนถึงวันเก็บเกี่ยว เสร็จแล้วผูกริบบิ้นไว้เป็นสัญลักษณ์สำหรับเข้าตัดเครือตามสีของริบบิ้น การทำงานจะง่ายขึ้น จากนั้นรดน้ำเว้นวัน ในช่วงฤดูแล้งปริมาณ 40 ลิตร/ชั่วโมง ใช้ระบบมินิสปริงเกลอร์ ส่วนฤดูฝนดูตามสภาพดิน การให้ปุ๋ยจะหว่านเป็นรูปเกือกม้าเฉพาะหน่อที่เลี้ยงไว้เก็บเครือเท่านั้น ไม่หว่านรอบกอ และให้เพียงเดือนละครั้ง คือ เดือนที่ 1-3 ให้ปุ๋ยสูตร 18-46-0 อัตรา 40-50 กรัม/ต้น และปุ๋ยสูตร 0-0-60 อัตรา 50 กรัม/ต้น ให้ทุกเดือน และสูตร 46-0-0 ให้ 7 เดือนแรก พร้อมกับใส่มูลไก่อัดเม็ดปีละครั้ง วนแบบนี้ไปตลอดทุกปี รวมถึงมีการฉีดยาป้องกันเพลี้ยไฟ (ไดเมโทเอต 60 ซีซี) เมื่อกล้วยแทงปลีเพื่อไม่ให้เข้าทำลายช่วงลูกเล็ก หลังจากเริ่มปลูกลงดิน ที่นี่จะเริ่มไว้หน่อลูกอีก 1 หน่อ ส่วนหน่อที่เหลือถ้าขึ้นมาจะปาดทิ้งหมด จนเมื่อตัดเครือแม่ไปแล้วให้เริ่มไว้หน่อหลานต่อ โดยให้เลือกหน่อที่ใหญ่ สมบูรณ์ และอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ชนกันเมื่อเครือออกมา พยายามให้อยู่ในละแวกกอเดียวกัน หากออกไปด้านข้างมากจะไปชนกับกออื่น อีกทั้งจะทำให้ระบบน้ำไปไม่ถึงด้วย กระทั่งครบ 12 สัปดาห์ (3 เดือน) หลังจากแทงปลีแล้ว สามารถเก็บเกี่ยวรอบแรกได้ หรือวัดจาก 3 ลูกกลางหวีที่ 2 จากด้านบน ถ้ามีขนาด 45 มิลลิเมตร ความสุกประมาณ 85% สามารถตัดเครือนั้นได้เลย และอีกไม่เกิน 5 เดือนจะตัดได้อีก

jumboslot


ประโยชน์
1 แก้อาการท้องผูก สำหรับใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่าย และลำไส้ การกินกล้วยเป็นประจำจะช่วยได้ เนื่องจากกล้วยมีทั้งโพรไบโอติกส์ที่ช่วยผลิตแบคทีเรียชนิดดีต่อลำไส้ และกำจัดแบคทีเรียตัวร้ายต่อลำไส้ออกไป อีกทั้งในกล้วยยังมีฟรุกโตโอลิโกแซกคาไรด์ ไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ ที่จะช่วยให้ระบบขับถ่ายคล่องตัวขึ้นมาก
2 ช่วยรักษาไมเกรนอาการปวดหัวไมเกรนเป็นความทรมานสำหรับผู้ป่วยโรคนี้มาก และหากคุณมีอาการปวดหัวไมเกรนบ่อย ๆ แนะนำให้กินกล้วย จะช่วยลดอาการปวดหัวได้ เนื่องจากกล้วยอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ที่จะช่วยบรรเทา และป้องกันอาการปวดหัวไมเกรนได้
3 ช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น กล้วย อุดมไปด้วยกรดอะมิโน และทริปโตเฟน สารประกอบสำคัญของการสร้างเซโรโทนินในสมอง ซึ่งเปรียบเสมือนยาระงับประสาทแบบธรรมชาติ ดังนั้นคนที่นอนหลับยาก การกินกล้วยหลังอาหารมื้อเย็น หรือก่อนนอน จะช่วยทำให้นอนหลับได้สบายขึ้น
4 ลดความอ้วนได้ดีขึ้น กล้วยมีวิตามิน B1 และ B2 คอยช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาล และไขมัน อีกทั้งยังมีคาร์โบไฮเดรตชนิดดีต่อร่างกาย มีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ เมื่อกล้วยตกเข้าไปในระบบย่อยอาหารจึงดูดซับน้ำ พองตัว และช่วยทำให้ท้องรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น หากกินกล้วยในตอนเช้าจะช่วยลดความอยากของหวานได้อีกด้วย เพราะความหวานของกล้วยจะเข้าไปเติมเต็มอาการอยากของหวานชนิดต่าง ๆ ที่สำคัญความหวานของกล้วยยังปราศจากแคลอรีอีกด้วย
5 ช่วยลดความเครียดเมื่อเรารู้สึกเครียด ความดันเลือดจะพุ่งขึ้นสูงกว่าปกติ ซึ่งโพแทสเซียมที่มีอยู่ในกล้วยจะช่วยบรรเทาให้ความดันเลือดกลับเข้าสู่ภาวะสงบได้ ในทางโภชนาการจึงถือว่า กล้วยเป็นยาระงับประสาทแบบธรรมชาติได้อีกทางหนึ่ง
6 บำรุงหัวใจ โพแทสเซียม เป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจ บำรุงหัวใจให้แข็งแรง ไม่เสี่ยงต่อโรคหัวใจ และกล้วยมีโพแทสเซียมอยู่สูงมาก แถมมีโซเดียมน้อย ดังนั้นกล้วยจึงเป็นผลไม้ที่ช่วยบำรุงหัวใจ และบำรุงระบบหัวใจ และหลอดเลือด ได้ค่อนข้างสูง

slot