กล้วยน้ำไท

ชื่อพ้อง กล้วยหอมเล็ก
ชื่อวิทยาศาสตร์ Musa (AA group) “Kluai Nam Thai”
แหล่งที่พบ พบทางภาคกลาง
ลักษณะทั่วไป
ต้น ลำต้นสูงประมาณ 2.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกมีประดำหนา ที่โคนมีชมพูอมแดง ด้านในสีชมพูอมแดง
ใบ ก้านใบตั้งขึ้น มีร่องกว้าง ครีบมีสีชมพู เส้นใบ สีชมพูอมแดง
ดอก ก้านช่อดอกมีขน ปลีรูปไข่ค่อนข้าวยาว ปลายแหลม ด้านบนสีม่วงอมแดง ด้านล่างสีซีด
ผล เครือหนึ่งมีประมาณ 5 หวี หวีหนึ่งมี 12 – 18 ผล ผลมีขนาดใกล้เคียงกับกล้วยหอมจันทน์ ผลไม่โค้งงอเท่า และเมื่อสุกสีเหลืองส้มกว่า มีจุดดำเล็ก ๆ คล้ายจุดของกล้วยไข่ กลิ่นหอม เนื้อสีส้มเหลือง รสหวาน

เครดิตฟรี


แหล่งปลูกที่เหมาะสม

  • พื้นที่ดอน หรือพื้นที่ราบ ไม่มีน้ำท่วมขัง
  • ความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,200 เมตร
  • มีแหล่งน้ำธรรมชาติ หรืออยู่ในเขตชลประทาน
  • การคมนาคมสะดวกลักษณะดิน
  • ดินร่วน, ดินร่วนเหนียว หรือดินร่วนปนทราย
  • มีความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำดี
  • ระดับน้ำใต้ดินลึกมากกว่า 75 เซนติเมตร
  • ค่าความเป็นกรดด่างของดินระหว่าง 5.0-7.0 สภาพภูมิอากาศ
  • อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ระหว่าง 25-35 องศาเซนเซียส
  • ปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,200 มิลลิเมตรต่อปี
  • ไม่มีลมแรงพัดผ่านเป็นประจำ
  • มีแสงแดดจัดแหล่งน้ำ
  • มีน้ำใช้เพียงพอตลอดฤดูปลูก
  • เป็นแหล่งน้ำสะอาด ค่าความเป็นกรดด่างของน้ำระหว่าง 5.0-9.0

สล็อต


การเตรียมดิน

  • วิเคราะห์ดิน เพื่อประเมินค่าความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารพืชในดิน และความเป็นกรดด่างของดิน ปรับสภาพดินตามคำแนะนำก่อนปลูก
  • ไถพรวน ตากดินทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน เพื่อลดการระบาดของศัตรูพืช
  • คราดเก็บเศษวัชพืชออกจากแปลง
    ฤดูปลูก
  • ช่วงเวลาการปลูก ในเขตภาคเหนือตอนล่าง ประมาณเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน
    วิธีการปลูก
  • ปลูกด้วยหน่อใบแคบที่มีความสมบูรณ์ดี
  • เตรียมหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร
  • รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกอัตรา 5 กิโลกรัมต่อหลุม คลุกเคล้ากับหน้าดินรองก้นหลุมปลูกถ้ามีการไว้หน่อ (ratoon) เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไปอีก 1-2 รุ่น ควรรองก้นหลุมด้วย หินฟอสเฟต อัตรา 100-200 กรัม/หลุม
  • ระยะปลูก (1.5-1.75) x2 เมตร เป็นการปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเพียงครั้งเดียว แล้วรื้อปลูกใหม่ 2×2เมตรเป็นการปลูกสำหรับไว้ตอหรือหน่อ (ratoon) เพื่อที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตของหน่อ (ratoon) อีก 1-2 รุ่น
  • การปลูก วางหน่อพันธุ์ที่หลุมปลูกให้ลึก 25-30 เซนติเมตร โดยจัดวางหน่อพันธุ์ให้ด้านที่ติดกับต้นแม่อยู่ในทิศทางเดียวกัน กลบดินลงหลุมปลูกและกดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

สล็อตออนไลน์


การปลูกจะใช้หน่อเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนำมาชำในถุงดำที่ใส่ขุยมะพร้าวคลุกกับปุ๋ยคอก (มูลวัว) อัตรา 5:1 เพาะเลี้ยงไว้ 2 เดือน แล้วจึงนำมาลงปลูกในแปลงที่ยกร่องแบบหลังเต่า ขุดหลุมปลูก 40×40 ซม. พร้อมรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยอินทรีย์ 2 กก. ปลูกระยะห่างต่อต้น 2 เมตร x ระหว่างแถว 2.5 เมตร (300 ต้น/ไร่) ประมาณ 4 เดือนจากปลูกลงดิน กล้วยหอมเขียว “คาเวนดิช” จะแทงปลีและมีหวีครบสุดปลีใช้เวลาประมาณ 12-15 วัน ถ้าหวีสุดท้ายมีลักษณะเล็ก-ลีบ จะไว้เพียงแค่หวีที่สมบูรณ์ โดยการหักปลีและหวีที่เล็ก-ลีบ ทิ้ง เหลือไว้เพียง 1 ลูก หรือที่เรียกว่า “ลูกฮีโร่” เพื่อเป็นการ์ดป้องกันไม่ให้ก้านด้านล่างเหี่ยวแห้ง ไส้เน่าลามถึงหวีที่ต้องการ และช่วยดึงน้ำเลี้ยงและอาหารลงไปเลี้ยงถึงหวีสุดท้ายด้วย ตลอดจนมีการทยอยเด็ดเกสรทิ้งไม่ให้ทิ่มผิวลูกเป็นแผล โดยอาจใช้หนังสือพิมพ์หรือใบกล้วยรองหวีด้านล่างไว้เพื่อป้องกันยางจากเกสรหวีบนหยดใส่หวีล่าง จากนั้นห่อหวีด้วยถุงพลาสติกคลุมหวีชั้นบนไว้ 1 ชั้น เพื่อไม่ให้หวีล่างทิ่มหวีบนเป็นรอยดำ และคลุมพลาสติกที่มีรูระบายทั้งเครืออีก 1 ชั้น จนถึงวันเก็บเกี่ยว เสร็จแล้วผูกริบบิ้นไว้เป็นสัญลักษณ์สำหรับเข้าตัดเครือตามสีของริบบิ้น การทำงานจะง่ายขึ้น จากนั้นรดน้ำเว้นวัน ในช่วงฤดูแล้งปริมาณ 40 ลิตร/ชั่วโมง ใช้ระบบมินิสปริงเกลอร์ ส่วนฤดูฝนดูตามสภาพดิน การให้ปุ๋ยจะหว่านเป็นรูปเกือกม้าเฉพาะหน่อที่เลี้ยงไว้เก็บเครือเท่านั้น ไม่หว่านรอบกอ และให้เพียงเดือนละครั้ง คือ เดือนที่ 1-3 ให้ปุ๋ยสูตร 18-46-0 อัตรา 40-50 กรัม/ต้น และปุ๋ยสูตร 0-0-60 อัตรา 50 กรัม/ต้น ให้ทุกเดือน และสูตร 46-0-0 ให้ 7 เดือนแรก พร้อมกับใส่มูลไก่อัดเม็ดปีละครั้ง วนแบบนี้ไปตลอดทุกปี รวมถึงมีการฉีดยาป้องกันเพลี้ยไฟ (ไดเมโทเอต 60 ซีซี) เมื่อกล้วยแทงปลีเพื่อไม่ให้เข้าทำลายช่วงลูกเล็ก หลังจากเริ่มปลูกลงดิน ที่นี่จะเริ่มไว้หน่อลูกอีก 1 หน่อ ส่วนหน่อที่เหลือถ้าขึ้นมาจะปาดทิ้งหมด จนเมื่อตัดเครือแม่ไปแล้วให้เริ่มไว้หน่อหลานต่อ โดยให้เลือกหน่อที่ใหญ่ สมบูรณ์ และอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ชนกันเมื่อเครือออกมา พยายามให้อยู่ในละแวกกอเดียวกัน หากออกไปด้านข้างมากจะไปชนกับกออื่น อีกทั้งจะทำให้ระบบน้ำไปไม่ถึงด้วย กระทั่งครบ 12 สัปดาห์ (3 เดือน) หลังจากแทงปลีแล้ว สามารถเก็บเกี่ยวรอบแรกได้ หรือวัดจาก 3 ลูกกลางหวีที่ 2 จากด้านบน ถ้ามีขนาด 45 มิลลิเมตร ความสุกประมาณ 85% สามารถตัดเครือนั้นได้เลย และอีกไม่เกิน 5 เดือนจะตัดได้อีก

jumboslot


ประโยชน์
1 แก้อาการท้องผูก สำหรับใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่าย และลำไส้ การกินกล้วยเป็นประจำจะช่วยได้ เนื่องจากกล้วยมีทั้งโพรไบโอติกส์ที่ช่วยผลิตแบคทีเรียชนิดดีต่อลำไส้ และกำจัดแบคทีเรียตัวร้ายต่อลำไส้ออกไป อีกทั้งในกล้วยยังมีฟรุกโตโอลิโกแซกคาไรด์ ไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ ที่จะช่วยให้ระบบขับถ่ายคล่องตัวขึ้นมาก
2 ช่วยรักษาไมเกรนอาการปวดหัวไมเกรนเป็นความทรมานสำหรับผู้ป่วยโรคนี้มาก และหากคุณมีอาการปวดหัวไมเกรนบ่อย ๆ แนะนำให้กินกล้วย จะช่วยลดอาการปวดหัวได้ เนื่องจากกล้วยอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ที่จะช่วยบรรเทา และป้องกันอาการปวดหัวไมเกรนได้
3 ช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น กล้วย อุดมไปด้วยกรดอะมิโน และทริปโตเฟน สารประกอบสำคัญของการสร้างเซโรโทนินในสมอง ซึ่งเปรียบเสมือนยาระงับประสาทแบบธรรมชาติ ดังนั้นคนที่นอนหลับยาก การกินกล้วยหลังอาหารมื้อเย็น หรือก่อนนอน จะช่วยทำให้นอนหลับได้สบายขึ้น
4 ลดความอ้วนได้ดีขึ้น กล้วยมีวิตามิน B1 และ B2 คอยช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาล และไขมัน อีกทั้งยังมีคาร์โบไฮเดรตชนิดดีต่อร่างกาย มีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ เมื่อกล้วยตกเข้าไปในระบบย่อยอาหารจึงดูดซับน้ำ พองตัว และช่วยทำให้ท้องรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น หากกินกล้วยในตอนเช้าจะช่วยลดความอยากของหวานได้อีกด้วย เพราะความหวานของกล้วยจะเข้าไปเติมเต็มอาการอยากของหวานชนิดต่าง ๆ ที่สำคัญความหวานของกล้วยยังปราศจากแคลอรีอีกด้วย
5 ช่วยลดความเครียดเมื่อเรารู้สึกเครียด ความดันเลือดจะพุ่งขึ้นสูงกว่าปกติ ซึ่งโพแทสเซียมที่มีอยู่ในกล้วยจะช่วยบรรเทาให้ความดันเลือดกลับเข้าสู่ภาวะสงบได้ ในทางโภชนาการจึงถือว่า กล้วยเป็นยาระงับประสาทแบบธรรมชาติได้อีกทางหนึ่ง
6 บำรุงหัวใจ โพแทสเซียม เป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจ บำรุงหัวใจให้แข็งแรง ไม่เสี่ยงต่อโรคหัวใจ และกล้วยมีโพแทสเซียมอยู่สูงมาก แถมมีโซเดียมน้อย ดังนั้นกล้วยจึงเป็นผลไม้ที่ช่วยบำรุงหัวใจ และบำรุงระบบหัวใจ และหลอดเลือด ได้ค่อนข้างสูง

slot