มะขามพันธุ์หมื่นจง

มะขามพันธุ์หมื่นจง เป็นต้นตระกูลของพันธุ์มะขามหวานกำเนิดมาได้นานกว่า 200 ปี โดยขุนหมื่นจงเป็นผู้ค้นพบ จัดเป็นมะขามหวานพันธุ์หนัก มีถิ่นกำเนิดที่อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ลักษณะใบใหญ่สีเขียวสด เปลือกลำต้นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ฝักโค้งใหญ่แทบจรดกันเป็นรูปวงฆ้อง รสชาติหวานสนิท เนื้อหนาเมล็ดเล็กและเนื้อล่อน เมื่อสุกงอมจะมีสีน้ำตาลเข้ม ส่วนข้อเสียฝักมักแตกเนื่องจากโครงสร้างของเปลือกไม่ดี จนเป็นลักษณะประจำสายพันธุ์ และด้วยสาเหตุดังกล่าวทำให้ไม่ได้รับความนิยมจากเกษตรกร ในการแพร่ขยายพันธุ์จนส่งผลให้ปัจจุบันมะขามหวานในสายพันธุ์นี้เกือบจะสูญพันธุ์แล้ว

เครดิตฟรี


การปลูกมะขามหวาน มะขาม มีแหล่งกำเนิดในอัฟริกาเขตร้อน เป็นไม้ป่าแถบสะวันนาได้นำเข้าไปปลูกใน อินเดีย และต่อมาได้แพร่กระจายทั่วไปในเอเชียและเขตร้อนอื่น ๆ ประเทศไทย จัดว่าเป็นแหล่งปลูกมะขามเปรี้ยวและมะขามหวานที่ใหญ่ที่สุด พบว่ามีการ ปลูกมะขามหวานกันมานานแล้วในภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะที่อำเภอหล่ม เก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ซึ่งเป็นต้นกำเนิดมะขามหวานพันธ์หมื่นจง สีทอง และ อินทผลัม ที่มีชื่อที่สุด นอกจากนั้นยังพบในบางจังหวัดทางภาค อีสาน ปัจจุบันได้มีการคัดเลือกขยายพันธุ์และปลูกเป็นอาชีพเกือบทุกภาคของ ประเทศไทย คาดว่าในอนาคตอาจจะเป็นไม้ผลเศรษฐกิจทำรายได้ให้แก่ประเทศ

สล็อต


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:

  • ใบ (Leaves) – มะขามหวานเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ชนิดใบประกอบ (compound leaves) ใบเรียงตัวแบบสลับ (alternate) มีความยาวประมาณ 10 – 16 ซม. ประกอบด้วยใบย่อยเล็ก ๆ รูปคล้ายสี่เหลี่ยมผืนผ้า (oblong) ขนาด 1 – 2.5 x 0.5 – 1.0 ซม. เรียงตัวติดก้านใบใหญ่แบบตรงข้าม (opposite) มีจำนวนใบย่อยประมาณ 10 – 17 คู่
  • ดอก(Flowers) – มะขามหวานมีดอกเป็นช่อแบบ Racemes ยาวประมาณ 5 – 16 ซม. บานจากโคนช่อไปยอดในช่อหนึ่ง ๆ จะมีดอกประมาณ 5 – 12 ดอก ขนาดเสนผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 – 2.5 ซม. มีกลีบไม่เท่ากัน (Zygomorphic) ประกอบด้วยใบประดับ (Bracteoles) จำนวน 2 อัน รูปเรือมีสีครีม, ชมพู-ครีม หรือสีแดง ซึ่งแล้วแต่พันธุ์ ใบประกอบนี้จะหุ้มตาดอกไว้ แต่จะร่วงก่อนดอกบาน ดอกมะขามหวานจะมีกลีบเลี้ยง (Sepals) 4 อัน สีครีมยาวประมาณ 1 – 1.5 ซม. กลีบดอก (Petale) 3 อัน สีเหลืองหรือสีชมพูและมีเส้นลายแดงคล้ายเส้นโลหิตฝอยยาวประมาณ 1 – 1.5 ซม.

สล็อตออนไลน์

  • ดอกมะขามหวานเป็นดอกประเภทสมบูรณ์เพศมีเกสรตัวผู้ที่สมบูรณ์ (Fertile stamens) 3 อัน สลับด้วยเกสรตัวผู้ที่ฝ่อหรือไม่สมบูรณ์ (Staminodes) ก้านเกสร (Filaments) ยาวประมาณ 1 ซม. และโค้งเล็กน้อย มีฐานติดกันประมาณครึ่งหนึ่งของความยาวมีกระเปราะเกสรตัวผู้ (Anthers) 2 อัน ติดอยู่ที่ปลายตามขวาง เกสรตัวเมีย (Pistil) 1 อัน ก้านเกสร (Style) ยาวกว่าของตัวผู้เล็กน้อยและมีขนอ่อนปกคลุม การติดของรังไข่ (overy) เป็นแบบ Superior มี 1 ช่อง (locule) แต่มีไข่อ่อน (ovules) จำนวนมาก มะขามหวานส่วนใหญ่มีการผสมพันธุ์ข้ามดอก เนื่องจากเกสรตัวผู้จะบานก่อนเกสรตัวเมีย และมักจะมีอายุในการผสมราว 1 – 2 วัน และถ้าไม่ได้รับการผสมหรือผสมไม่ติด ประมาณ 2 – 3 วัน ต่อมาดอกจะร่วงโดยกลีบดอกจะร่วงก่อน ส่วนดอกที่ได้รับการผสมติดแล้ว รังไข่ก็จะขยายตัวเจริญเป็นฝักมะขามต่อไป
  • เนื้อมะขาม (Pulp) เนื้อมะขามหวานเป็นส่วนที่ใช้รับประทาน ซึ่งมะขามหวานที่ดีนั้นควรจะมuรสหวาน กลิ่นหอม เนื้อนุ่มหรือกรอบ มีพังพืดหรือเยื้อหุ้มเมล็ดไม่เหนียว และเมล็ดเล็กหลุดออกจากเนื้อง่าย อย่างไรก็ตามมะขามแต่ละพันธ์จะให้เนื้อดีแค่ไหน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ส่วนเรื่องสีของเนื้อมะขามหวานนั้น มีตั้งแต่สีน้ำตาลเข็มเกือบดำ สีน้ำตาลแดง สีน้ำตาล สีน้ำตาลเหลือง ตลอดจนสีน้ำตาลอ่อนซีด หรือด้าน ๆ มะขามเมื่อแก่แล้วเก็บไว้นาน ๆ สีของเนื้อจะเข็มหรือคล้ำขึ้น และกลิ่นหอมจะหายไปบ้าง มะขามหวานขณะยังอ่อนจะมีรสเปรี้ยวและฝาด เนื่องจากเนื้อมะขามมีกรดทาแทริค (Tartaric acid) เมื่อแก่แล้วความฝาดจะหายไป ปริมาณกรดก็จะลดลงและน้ำตาลจะเพิ่มขึ้น ถ้าประมาณของน้ำตาลสูงมีกรดน้อย มะขามก็จะหวานจัด ซึ่งมะขามแต่ละพันธุ์มีความหวานแตกต่างกัน

jumboslot


ประโยชน์มะขามหวาน

  1. มะขามหวานนำมารับประทานเป็นผลไม้ มีเนื้อหนา เนื้อมีรสหวาน
  2. ผลดิบมะขามหวานมีรสเปรี้ยวคล้ายกับมะขามเปรี้ยว แต่เปรี้ยวน้อยกว่า นิยมใช้ใส่ในอาหารประเภทต้มยำเพื่อให้รสเปรี้ยวคล้ายกับมะขามเปรี้ยว และยังช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อได้ดี
  3. ผลดิบมะขามหวานนำมารับประทานสด ให้รสเปรี้ยวเช่นกับมะขามเปรี้ยว
  4. มะขามหวานสุกนำมาแปรูปเป็นไวน์มะขาม มะขามกวน และซอสมะขาม เป็นต้น
  5. ใบอ่อนหรือยอดอ่อนเด็ดมาเป็นมัดรวมกัน ใช้สำหรับขัดถูเครื่องเรือนโลหะ ช่วยในการขจัดคราบโลหะทำให้โลหะใสขึ้น โดยเฉพาะโลหะทองเหลือง และทองแดง
  6. ใบ และผลนำมาขยำ ใช้ล้างทำความสะอาดจาน ชามได้ดี
  7. ใบแก่นำมาต้มย้อมผ้า ซึ่งให้สีเขียวขี้ม้า
  8. เปลือกมะขามหวานที่แกะออกแล้ว นำมาทุบให้แตกเป็นก้อนเล็กสำหรับผสมกับยาสูบ
  9. เมล็ดดิบมะขามหวานมีรสฝาด นำมาคั่วไฟให้สุก เนื้อเมล็ดมีกลิ่นหอมใช้รับประทานเป็นของหวานของเคี้ยวเล่น แต่เมล็ดค่อนข้างแข็ง ต้องเคี้ยวหลังจากคั่วใหม่ๆจะเคี้ยวง่าย ทั้งนี้ ควรระวังการรับประทานเมล็ดดิบ หากรับประทานมากจะทำให้ท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย เพราะเมล็ดดิบมีรสฝาด มีความเป็นด่างมาก ทำให้ต้านการย่อยอาหารของน้ำย่อย
  10. เนื้อเมล็ดสีขาวนวลนำมาบดเป็นแป้งสำหรับต้มใช้ทำกาว ซึ่งจะให้เนื้อกาวที่เหนียวมาก

slot